“โกะเฮโมจิ” โมจิพื้นบ้านรสชาติอร่อยถูกใจกับวิธีทำแบบง่ายๆ

มีอาหารพื้นบ้านหลายอย่างในญี่ปุ่นที่เมื่อได้ลองชิมแล้วก็อดทึ่งในภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าไม่ได้ว่าช่างสรรหาเมนูอร่อย แม้ดูจากภายนอกเป็นเพียงอาหารธรรมดา แต่เมื่อได้ลองรับประทานแล้วพบว่ารสชาติอร่อยมากจนอยากหามารับประทานซ้ำ หนึ่งในอาหารพื้นบ้านดังกล่าวคือ โกะเฮโมจิ (五平餅, Gohei Mochi) มารู้จักโกะเฮโมจิและวิธีการทำง่ายๆ ที่เราคนไทยสามารถนำไปทำรับประทานเองได้ที่บ้านกันนะคะ

โกะเฮโมจิ คืออะไร

โกะเฮโมจิ เป็นโมจิที่ได้จากการนำข้าวใหม่ซึ่งเพิ่งเก็บเกี่ยวได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงมาหุงให้สุกและบดให้พอแหลก จากนั้นนำมาปั้นให้เป็นก้อนแบนห่อหุ้มแท่งไม้ นำมาย่างให้พอสุกไหม้ แล้วจึงนำมารับประทานกับซอสซึ่งทำจากส่วนผสมของมิโซะ น้ำตาล มิรินและเติมด้วยงาบด ถั่ววอลนัทบด หรือถั่วลิสงบดตามชอบ โดยการปรุงแต่งกลิ่นรสนั้นแล้วแต่ความนิยมของคนในท้องถิ่นนั้นๆ

โกะเฮโมจิมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนในพื้นที่ภูเขาแถบจังหวัดนากาโนะ กิฟุ โทยามะ ชิซึโอกะและยามานาะชิ เป็นต้น นำข้าวใหม่มาบดจนพอแหลกและปั้นให้เป็นก้อนแบนติดกับไม้แล้วนำไปย่างให้สุก เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ ดังนี้คือ

  • นำไปบูชาขอบคุณเทพเจ้าสำหรับผลผลิตทางการเกษตรกรรม
  • พกพาไปรับประทานเป็นอาหารเที่ยง
  • ใช้เป็นอาหารที่รับประทานร่วมกันระหว่างสมาชิกในบ้านหรือเมื่อมีแขกมาเยือน

กลิ่นและรสชาติที่หอมหวานของข้าวใหม่ย่างจะเข้ากันได้ดีกับซอสที่มีส่วนผสมของมิโสะ ปัจจุบันสามารถซื้อโกะเฮโมจิได้จากร้านขายของฝากในจังหวัดดังกล่าวข้างต้น แต่ก็สามารถเตรียมโกะเฮโมจิด้วยวิธีง่ายๆ จากข้าวญี่ปุ่นดังต่อไปนี้

การเตรียมโกะเฮโมจิ

วัตถุดิบ

  • ข้าวญี่ปุ่น 2 ถ้วย
  • เกลือ เล็กน้อย

วิธีทำ

1. นำข้าวหุงสุกใหม่ๆ มาบดให้พอแหลกประมาณ 60-70% แล้วเติมเกลือลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน

2. นำข้าวที่ผ่านการบดพอแหลกมาปั้นให้เป็นรูปทรงแบนรอบแท่งไม้ เช่นแท่งไอติม ตะเกียบ หรือไม้ไผ่ คลุมด้วยผ้าขาวบางแล้ววางทิ้งไว้ให้เย็น (หากไม่มีไม้เสียบก็ปั้นเป็นทรงกลมแบนก็ได้)

3. นำโกะเฮโมจิมาย่างไฟจนเป็นสีน้ำตาลอ่อนถึงออกไหม้เล็กน้อย

4. นำมารับประทานกับซอสต่างๆ

วิธีทำซอสสำหรับรับประทานกับโกะเฮโมจิ

ซอสมิโสะและงาบด

วัตถุดิบ

  • น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
  • มิโสะ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำ 1 ช้อนโต๊ะ
  • งาบด 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

นำส่วนผสมน้ำตาล มิโสะและน้ำมาตั้งไฟจนส่วนผสมละลายเข้ากัน จากนั้นเติมงาบดลงไปแล้วคนอีกเล็กน้อย จากนั้นจึงนำมาทาบนโกะเฮโมจิและรับประทานได้เลย หรือนำไปย่างต่ออีกประมาณ 2-3  นาทีเพื่อให้ซอสซึมเข้าสู่เนื้อโมจิเพิ่มความอร่อยยิ่งขึ้น

ซอสมิโสะและถั่ววอลนัท

วัตถุดิบ

  • ถั่ววอลนัทคั่วบดละเอียด 50 กรัม
  • มิโสะ 1  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล  2 ช้อนโต๊ะ
  • สาเก 1  ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 1  ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

 

นำส่วนผสมมิโสะ มิริน น้ำตาล และสาเกมาผสมในกระทะ ตั้งไฟพอเดือด จากนั้นจึงเติมถั่ววอลนัทอบบดละเอียดลงไปและคนให้เข้ากัน นำมาทาหน้าโมจิที่ผ่านการย่างพอเป็นสีน้ำตาลแล้วรับประทานได้ทันที หรือนำมาย่างไฟต่ออีกเล็กน้อยเพื่อให้ซอสซึมเข้าเนื้อโมจิเพิ่มความอร่อยยิ่งขึ้น

การย่างนั้นสามารถย่างโดยเตาถ่าน กระทะ หรือเครื่องปิ้งขนมปังก็ได้ ทั้งนี้หากใช้เครื่องปิ้งขนมปังก็ควรใช้อลูมิเนียมฟอยล์พันไว้รอบไม้เพื่อป้องกันไม้ไหม้

จะว่าไปแล้วโกะเฮโมจิก็คล้ายข้าวจี่ของไทยแต่ต่างกันที่ใช้ข้าวญี่ปุ่นและมีซอสราดเป็นซอสหวานจากมิโสะ ผู้เขียนลองทำซอสมิโสะงาบดแล้วก็พบว่ารสชาติอร่อย ลองนำไปทำดูนะคะ รับรองว่าอร่อยโดยไม่ต้องบินมาถึงญี่ปุ่นค่ะ          สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

วิธีทำชากระเจี๊ยบแดงและประโยชน์ของชาในมุมมองของคนญี่ปุ่น

กระเจี๊ยบแดงปลูกได้มากในเมืองไทยและนำมาใช้ดื่มให้ชื่นใจคลายร้อยตั้งแต่สมัยโมราณ ในญี่ปุ่นก็ปลูกกระเจี๊ยบแดงได้ที่จังหวัดโอกินาว่า และชากระเจี๊ยบแดงก็เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่คนญี่ปุ่นให้ความสนใจว่าดีต่อสุขภาพ มาดูประโยชน์ของชากระเจี๊ยบแดงและวิธีเตรียมชากระเจี๊ยบแบบคนญี่ปุ่นกันนะคะ

ประโยชน์ของชากระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดงหรือโรเซรุ (ローゼル) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa คนญี่ปุ่นนิยมนำกระเจี๊ยบแดงมาทำเป็นชาเพราะกระเจี๊ยบแดงอุดมไปด้วยวิตามินซี กรดซิตริก กรดมาลิก โพแทสเซียม แอนโทไซยานิน และกรดอะมิโน การดื่มชากระเจี๊ยบแดงเป็นประจำมีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

ช่วยชะลอความแก่และทำให้ผิวพรรณสวยงาม

ชากระเจี๊ยบแดงอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวพรรณเหี่ยวย่นไว ป้องกันการเกิดกระและฝ้า อีกทั้งกรดซิตริกและกรดมาลิกจะช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ผิวหนังใหม่ขึ้นมา และช่วยเสริมการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

ช่วยลดการบวมน้ำของร่างกาย

ชากระเจี๊ยบแดงอุดมไปด้วยโพแทสเซียมซึ่งมีฤทธิ์ในการระบายของเหลวและโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย ช่วยลดอาการบวมน้ำและอาการเมาค้าง นอกจากนี้กรดซิตริกจะช่วยให้การไหลเวียนเลือดดี ซึ่งจะช่วยให้การขับของเสียออกจากเลือดและร่างกายได้ดี

ประโยชน์ด้านอื่นๆ

กรดซิตริกและกรดมาลิกช่วยให้การไหลเวียนเลือดดี ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้า ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และป้องกันความดันโลหิตสูง นอกจากนี้แอนโทไซยานินยังช่วยบำรุงสายตา บรรเทาอาการเจ็บคอและอาการภูมิแพ้จากละอองเกสรด้วย

วิธีการเตรียมชากระเจี๊ยบแดง

1. เก็บผลกระเจี๊ยบแดงจากต้น และใช้มีตัดเอาก้านและฐานผลออก

2. แยกกลีบของกระเจี๊ยบแดงออกมา ล้างให้สะอาด วางให้สะเด็ดน้ำ และซับน้ำที่เหลือออกด้วยผ้าสะอาดหรือกระดาษชำระสำหรับงานครัว

 

3. นำกลีบกระเจี๊ยบแดงไปตากแดดไว้เป็นเวลา 2-3 วัน แล้วจึงเก็บกลีบกระเจี๊ยบแห้งไว้ในภาชนะที่ปิดสนิท

4. นำชาที่เตรียมไว้มาต้มในน้ำเดือดประมาณ 8-10 นาที แล้วจึงเทชาใส่ถ้วยผ่านตะแกรงกรอง และดื่มแบบไม่เติมน้ำตาล หากชากระเจี๊ยบแดงมีรสเปรี้ยวมาก ก็นำสมุนไพรที่มีกลิ่นรสเข้ากันได้ดีกับชากระเจี๊ยบแดง เช่น เปปเปอร์มินต์และตะไคร้ มาผสมทำเป็นชารสผสมเพื่อลดรสเปรี้ยวได้

ในอดีตกระเจี๊ยบแดงเป็นยาอายุวัฒนะของคนชนชั้นสูงในอินเดียและอียิปต์ และถูกใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อความงามของผู้หญิงในสมัยก่อน ปัจจุบันชากระเจี๊ยบแดงได้รับความนิยมว่าเป็นชาเพื่อสุขภาพและความงาม อย่างไรก็ตามด้วยมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มชากระเจี๊ยบแดงในปริมาณเกินวันละ 700 มิลลิลิตร และคนที่มีปัญหาไตทำงานบกพร่องก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชานี้นะคะ        สล็อตเว็บตรง

โยโมกิ หญ้าเด่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดีต่อสุขภาพผู้หญิง

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หญ้าชนิดหนึ่งที่คนญี่ปุ่นนิยมไปเก็บตามป่าตามภูเขาคือ หญ้าโยโมกิ หรือโกฐจุฬาลัมพา หญ้าชนิดนี้มีกลิ่นหอมสดชื่นซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น มารู้จักหญ้าโยโมกิและประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพของผู้หญิง วิธีการนำมาใช้ประโยชน์ และวิธีการทำขนมโมจิที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานมากในฤดูใบไม้ผลิกันนะคะ

หญ้าโยโมกิและประโยชน์

หญ้าโยโมกิ (ヨモギ) หรือ Mugwort หรือโกฐจุฬาลัมพ เป็นพืชในตระกูล Asteraceae ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ป่าเขาในญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ด้วยมีกลิ่มหอมสดชื่นและมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ คนญี่ปุ่นจึงนิยมนำหญ้าชนิดนี้มาเป็นส่วนผสมของขนมญี่ปุ่น เช่น ดังโกะ มันจู โมจิ ดื่มเป็นสมูทตี้ ใช้ผสมเส้นโซบะและพาสต้า หุงกับข้าว นำใบมาทอดเทมปุระ และนำมาตากแห้งเพื่อดื่มเป็นน้ำชา เป็นต้น

โยโมกิดังโกะ
โยโมกิมันจู
โยโมกิพาสต้า

หญ้าโยโมกิประกอบด้วยวิตามิน โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก และเส้นใยอาหารในสัดส่วนที่สมดุลกัน จึงดีต่อสุขภาพของผู้หญิงในการป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยให้ผิวพรรณสวยงาม ป้องกันอาการท้องผูก และช่วยลดการบวมน้ำของร่างกาย อีกทั้งหญ้าชนิดนี้ยังอุดมไปด้วยยูคาลิปทอล (Eucalyptol) หรือ ซิเนออล (Cineol) ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้จิตใจผ่อนคลายและส่งผลให้นอนหลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้คนญี่ปุ่นยังนำเอาหญ้าโยโมกิมาผสมน้ำอุ่นอาบเพื่อให้การไหลเวียนเลือดดีและบรรเทาอาการไหล่แข็ง และยังนำสารสกัดจากหญ้าโยโมกิมาผสมในโลชั่นเพื่อช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้นด้วย

วิธีการเตรียมหญ้าโยโมกิ

  1. เด็ดเอาใบอ่อนของหญ้าโยโมกิประมาณ 100 กรัม มาล้างให้สะอาด แล้วต้มในน้ำเดือดผสมเกลือ 1 ช้อนชา เป็นเวลา 1-2 นาที จากนั้นนำมาล้างในน้ำเย็นแล้วบีบน้ำออก
  2. นำหญ้าโยโมกิมาบดให้ละเอียดด้วยครกหรือที่บด จากนั้นนำไปปรุงอาหารหรือใช้เป็นส่วนผสมของโมจิได้ตามชอบ

วิธีทำกุสะโมจิ (草もち) หรือโมจิผสมหญ้าโยโมกิ

วัตถุดิบ

  • ถั่วแดงกวนแบบบดหยาบหรือซึบุอัง 240 กรัม
  • แป้งข้าวเหนียวอบแห้งชิราทามาโกะ 100 กรัม
  • น้ำตาล 40 กรัม
  • หญ้าโยโมกิบด 20 กรัม (หากเป็นแบบผงอบแห้ง ใช้ประมาณ 1 กรัม)
  • น้ำ 140 กรัม
  • แป้งมันฝรั่ง เล็กน้อย

วิธีทำ

1. แบ่งถั่วแดงกวนและปั้นเป็นก้อนกลม 6 ก้อน

2. นำแป้งชิราทามาโกะ น้ำตาล และหญ้าโยโมกิบดใส่ในภาชนะที่ทนร้อน คนผสมให้เข้ากัน ปิดด้วยพลาสติกแรปแบบหลวมๆ นำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 2 นาที นำออกจากไมโครเวฟ ใช้พายไม้คนให้เข้ากัน แล้วนำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ อีกครั้งเป็นเวลา 1 นาทีครึ่ง จากนั้นคนผสมให้เข้ากันจนแป้งเหนียวหนืดกลายเป็นโมจิ

3. นำโมจิใส่ถาดที่รองไว้ด้วยแป้งมันฝรั่ง และโรยด้านบนโมจิด้วยแป้งมันฝรั่ง แบ่งโมจิเป็น 6 ส่วน นวดแผ่ให้เป็นแผ่น จากนั้นเติมไส้ถั่วแดงกวนลงไป ห่อเป็นก้อนกลมตามชอบ นำไปรับประทานได้ทันที

 

นอกจากจะทำขนมญี่ปุ่นแล้ว เรายังสามารถใช้หญ้าโยโมกิหรือโกฐจุฬาลัมพาเป็นส่วนผสมในขนมไทยได้เช่นกัน   ซึ่งจะทำให้ได้ขนมที่มีสีเขียวสวยแถมยังดีต่อสุขภาพด้วย หากที่บ้านใครปลูกหญ้าชนิดนี้ไว้ก็ลองนำไปใช้ประโยชน์ดูนะคะ  สล็อตเว็บตรง

ใส่มาเพื่อ? ทำไมอาหารญี่ปุ่นต้องมีผักดอง!

เวลาสั่งเซ็ตอาหารญี่ปุ่นมักจะมีผักดองใส่จานเล็กๆ หรือไม่ก็ใส่มาข้างๆ กับอาหาร ผักนั้นเรียกว่า “ทสึเคโมโน” (漬物) ทสึเคโมโนเป็นของโปรดของใครหลายคนรวมถึงตัวผู้เขียนด้วย ทุกคนสงสัยมั้ยคะว่าใส่ทสึเคโมโนมาเพื่ออะไร? มาถูกทางแล้วค่ะ เพราะในบทความนี้มีคำตอบให้คุณ!

ทสึเคโมโนคืออะไร

ทสึเคโมโน คือ ผักดองสไตล์ญี่ปุ่น เป็นการถนอมอาหารและเพิ่มรสอูมามิหรือความอร่อยให้กับวัตถุดิบที่นำมาดอง เบสที่ใช้ในการหมักมีหลากหลาย มีทั้งหมักกับเกลือ มิโสะ และโชยุ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค ผักที่นิยมนำมาดองมักเป็นผักที่มีความแข็งพอสมควรเพื่อให้มีความกรอบหลังจากนำไปดอง เช่น หัวไชเท้า ผักกาดขาว ขิง หรือ แตงกวาญี่ปุ่น เป็นต้น ทสึเคโมโนที่น่าจะคุ้นตาก็เช่น ฟุคุจินสึเกะ (Fukujinzuke) เครื่องเคียงสีส้มแดงที่นิยมทานกับแกงกะหรี่ และการิ (Gari) ขิงดองที่เสิร์ฟมาคู่กับซูชิ ว่าแต่ทำไมอาหารญี่ปุ่นต้องใส่ทสึเคโมโนมาด้วย?

หน้าที่ของทสึเคโมโน


จริงอยู่ที่ทสึเคโมโนไม่ได้มีคุณค่าทางสารอาหารมากนัก เนื่องจากสูญเสียไปในกระบวนการถนอมอาหาร แต่เหตุผลหลักที่ใส่มาก็เพื่อกระตุ้นความอยากอาหารนั่นเองค่ะ นอกจากสีสันแสนสดใสแล้ว ผักที่เหม็นเขียวสำหรับใครหลายๆคนก็จะมีรสชาติจิ๊ดจ๊าดมากขึ้นตามเบสที่ใช้ในการหมักและยังมีเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบจากกรรมวิธีการถนอมอาหารอีกด้วย นอกจากจะกระตุ้นความอยากอาหารแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นตัวเบรกช่วยล้างปากก่อนเริ่มลิ้มชิมรสอาหารจานถัดไปอีกด้วยค่ะ

ทสึเคโมโนเป็นหนึ่งในสิ่งที่สามารถสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างค่ะ ด้วยลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นพื้นราบสูงและภูมิอากาศที่มีถึง 4 ฤดู ทำไม่สามารถเพาะปลูกตามธรรมชาติได้ตลอดปี ทำให้คนญี่ปุ่นในอดีตจึงต้องทานกับข้าวที่เป็นของเดิมๆ ซำ้ๆ เพื่อให้มีแรงทำมาหากินต่อไป ดังนั้นทสึเคโมโนที่มีรสชาติจี๊ดจ๊าดเป็นสิ่งที่มาลดความจำเจและเพิ่มความอร่อย ช่วยให้พวกเขาสามารถทานอาหารเพื่อให้มีแรงฮึดสู้ต่อไปได้ บรรพบุรุษของคนญี่ปุ่นใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายศตวรรษและประสาทในการลิ้มรสพัฒนาทสึเคโมโน ทำให้เกิดทสึเคโมโนแสนอร่อยมากมายให้คนญี่ปุ่นและชาวโลกได้ลิ้มลอง

 

นอกจากที่กล่าวมาด้านบน ส่วนตัวคิดว่าทสึเคโมโนเป็นอีกหนึ่งตัวบ่งชี้ ที่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการทานข้าวเป็นอย่างมาก เพราะทสึเคโมโนเป็นตัวกระตุ้นความอยากอาหารชั้นยอด ถ้าจะดับความอยากนั้นลงก็ต้องตักข้าวเข้าปากให้ท้องอิ่มเท่านั้น!

สล็อตเว็บตรง

“Coffee Milk Honey” กาแฟไร้คาเฟอีนที่สตรีมีครรภ์ดื่มได้!

ไม่ว่าจะเป็นเช้าวันใหม่ หรือช่วงพักกลางวัน หลายคนคงพึ่งพาคาเฟอีนในกาแฟเพื่อให้สมองตื่นพร้อมลุยงานตรงหน้า แต่สำหรับสตรีมีครรภ์แล้ว กาแฟถือเป็นเครื่องดื่มต้องห้ามเพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อตัวเองและทารกในครรภ์ได้ ทำให้ว่าที่คุณแม่ต้องงดกาแฟไปตามๆ กัน

แต่ข่าวดีคือ! ตอนนี้ทางบริษัท Soraku Network จำกัด ได้เปิดตัว กาแฟนมผึ้ง Coffee Milk Honey (コーヒーミルクハニー) กาแฟที่สตรีมีครรภ์สามารถดื่มได้แถมยังดีต่อสุขภาพ เรามาทำความรู้จักกับกาแฟ Coffe Milk Honey กันค่ะ

Coffee Milk Honey

กาแฟนมผึ้ง (コーヒーミルクハニー) เป็นตัวเบสสำหรับชงลาเต้ที่มีส่วนผสมคือนมผึ้งและกาแฟที่ปราศจากคาเฟอีน ทำให้ได้กาแฟที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของสตรีมีครรภ์และทารกในครรภ์อย่างแน่นอน ทำให้ว่าที่คุณแม่สามารถดื่มนมกาแฟอร่อยๆ ที่มีรสหวานละมุนนี้ได้อย่างสบายใจ แถมยังได้รับโยชน์จากนมผึ้งอีกด้วย

“นมผึ้ง” คืออะไร? เหมือนน้ำผึ้งหรือไม่?

มาถึงตรงนี้คงมีคนที่สงสัยกันว่านมผึ้ง (ミルクハニー) ที่อยู่ในกาแฟ Coffee Milk Honey คืออะไรกันแน่? นมผึ้งเป็นสารให้ความหวานที่เป็นผลผลิตจากผึ้งเช่นเดียวกันกับน้ำผึ้ง โดยมีรสชาติหวานอร่อยและผสมกับเครื่องดื่มต่างๆ ได้ง่าย จับคู่กินกับอะไรก็อร่อย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีแคลอรี่ต่ำอีกด้วย

แต่จุดที่ทำให้ “นมผึ้ง” ต่างจาก “น้ำผึ้ง” คือ นมผึ้งเป็นสารให้ความหวานที่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุสามารถกินได้ เพราะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับ Clostridium botulinum ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคโบทูลิซึม (Botulism) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงมาก เพราะฉะนั้นจึงทำให้สามารถรับประทานได้อย่างสบายใจ

ประโยชน์ของนมผึ้ง

 

นมผึ้งมีส่วนประกอบของแลคโตสที่สามารถพบได้ในน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นกัน ดังนั้นเด็กทารกจึงสามารถกินนมผึ้งได้โดยไม่ส่งผลอันตราย นอกจากนี้ นมผึ้งยังส่งผลดีต่อการสร้างเซลล์สมองของทารกในครรภ์ได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยควบคุมลำไส้และส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็กเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของแลคโตบาซิลลัส (Lactic acid bacteria) ในลำไส้ด้วย ดังนั้นถ้าเพื่อนๆ เป็นคนที่มีปัญหาระบบขับถ่ายกวนใจอยู่ นมผึ้งถือเป็นตัวช่วยชั้นเยี่ยมเลยทีเดียว

เกี่ยวกับบริษัท Soraku Network

บริษัท Soraku Network จำกัด เป็นบริษัทจัดจำหน่ายนมผึ้งภายในชื่อแบรนด์ Milk Honey โดยมีสโลแกนว่า “คุณค่าสารอาหารเพื่อร่างกายและจิตใจ!” ซึ่ง Coffee Milk Honey เป็นสินค้าที่ต่อยอดมาจากสินค้านมผึ้งของบริษัทนั่นเอง

กาแฟนมผึ้ง Coffee Milk Honey เป็นเครื่องดื่มไร้คาเฟอีนที่ดีต่อสุขภาพและถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับสตรีมีครรภ์ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟเลยก็ว่าได้ นอกจากกาแฟนมผึ้งที่นำมาแนะนำแล้ว ตัวนมผึ้งเพียวๆ ยังเป็นสารให้ความหวานที่จับคู่ตามใจชอบได้หลายเมนูอีกด้วย ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนหนึ่งที่รักสุขภาพแต่ชีวิตขาดหวานไม่ได้ นมผึ้งหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้นมผึ้งแบบนี้ถือเป็นตัวเลือกชั้นเลิศเลยล่ะ!        UFABET เว็บตรง

ใครๆ ก็ทำได้! แจกสูตรขนมปังลูกเกดที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ

ในญี่ปุ่นมีขนมปังอร่อยหลากหลายชนิด แต่ขนมปังที่คนญี่ปุ่นผู้มีนิสัยรักสุขภาพนิยมรับประทาน คือขนมปังลูกเกดและขนมปังที่มีส่วนผสมของถั่ววอลนัท วันนี้ ANNGLE จะนำเสนอสูตรขนมปังลูกเกดผสมถั่ววอลนัท สูตรอร่อยและดีต่อสุขภาพจากแม่บ้านญี่ปุ่น ให้ลองทำดู ขอบอกว่าเป็นสูตรที่ทำง่าย ใครๆ ก็สามารถทำได้ค่ะ

วัตถุดิบ

  • แป้งสำหรับทำขนมปัง 300 กรัม
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • เนย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ยีสต์ 1 1/2 ช้อนชา
  • ลูกเกด 100 กรัม
  • ถั่ววอลนัทสับหยาบ 70 กรัม
  • น้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 45 องศาเซลเซียส 175 มิลลิลิตร
  • เนยละลาย เล็กน้อย

วิธีทำ

1. ร่อนแป้งและเกลือลงไปในภาชนะ เติมเนยที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และยีสต์ลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วเติมน้ำอุ่นลงไป ใช้มือนวดแป้งประมาณ 5-10 นาที จากนั้นเติมลูกเกดและถั่ววอลนัทสับหยาบลงไป นวดจนกระจายไปทั่วเนื้อแป้ง

ขนมปังลูกเกด

2. แบ่งแป้งขนมปังเป็น 2 ก้อน ใช้มือแต่งให้ได้รูปทรงรี แล้วนำแป้งขนมปังวางไว้บนถาดอบขนมปังที่รองด้วยกระดาษไขสำหรับอบ ปิดแป้งขนมปังด้วยพลาสติกแรปและวางทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง หรือจนกว่าขนาดของแป้งจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากนั้นจึงใช้แปรงชุบเนยที่ละลายไว้ทาให้ทั่วหน้าแป้งขนมปัง

ขนมปังลูกเกด

3. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส แล้วนำแป้งขนมปังเข้าอบเป็นเวลา 10 นาที จากนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเตาอบเป็น 190 องศาเซลเซียส และอบต่อเป็นเวลา 20-25 นาที จนได้ขนมปังเป็นสีน้ำตาลอ่อน นำขนมปังออกจากเตาและวางไว้บนตะแกรงจนขนมปังเย็น และนำมารับประทานกับแยมหรือเนยได้ตามชอบ

ขนมปังลูกเกด

ทำไมขนมปังลูกเกดและถั่ววอลนัทถึงได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่น

ลูกเกดอุดมไปด้วยแอนโทไซยานิน โพลีฟีนอล เส้นใยอาหาร และธาตุเหล็ก หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยชะลอความแก่และช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้ ส่วนถั่ววอลนัทเป็นถั่วที่อุดมไปด้วยโพลีฟีนอล กรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 แมกนีเซียม ทองแดงและสังกะสี ซึ่งการรับประทานวอลนัทเป็นประจำจะมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ เช่น ช่วยในด้านความงามและการลดน้ำหนัก ช่วยชะลอความแก่ และป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นต้น แทนการรับประทานขนมปังที่มีเฉพาะแต่แป้งและไส้หวานเข้าสู่ร่างกาย ขนมปังลูกเกดผสมถั่ววอลนัทเป็นทางเลือกที่ดีของคนชอบขนมปังแต่ต้องการดูแลสุขภาพด้วย

 

ขนมปังลูกเกด

อีกข้อดีนอกเหนือจากวิธีการทำที่ง่ายคือ จะไม่มีคำว่าผิดพลาดจากการทำขนมปังชนิดนี้ เพราะว่ารสชาติของขนมปังจะอร่อยไม่ว่าจะออกมานุ่มหรือแข็ง อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนักและผู้สูงอายุค่ะ    สล็อตเว็บตรง

ตกหลุมรัก “อะตามิ” เมืองพัทยาของญี่ปุ่นเข้าอย่างจัง!!

เพื่อนๆ ทราบหรือไม่คะว่าคนญี่ปุ่นเค้าเปรียบ “เมืองพัทยา” ของไทยเรากับเมืองไหนในญี่ปุ่น ใช่แล้วค่ะคำตอบอยู่ที่ไตเติ้ลแล้ว นั่นก็คือ “เมืองอะตามิ” ค่ะ เหตุผลก็เพราะมีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายอย่างคือ มีทะเล เป็นรีสอร์ท มีบ้านพักตากอากาศ มีแหล่งท่องเที่ยวสำหรับคนชอบเที่ยวกลางวันและกลางคืน ไม่ไกลจากเมืองหลวง สำหรับคนไทยแล้วอาจยังไม่ค่อยคุ้นหูกับชื่อเมืองนี้สักเท่าไหร่ วันนี้ ANNGLE เลยขอถือโอกาสพาไปเที่ยวเมืองอะตามิ เมืองพัทยาของญี่ปุ่น (แต่มีออนเซ็น) แห่งนี้กันค่ะ

รู้จักเมืองอะตามิ จังหวัดชิซุโอกะ


เมืองอะตามิ อยู่ทางทิศตะวันออกสุดของจังหวัดชิซุโอกะ ติดกับเขตจังหวัดคานากาว่า ใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวประมาณ 2.30 ชั่วโมง (แต่ถ้าหากว่าเดินทางด้วยชินคันเซ็นก็ใช้เวลาเพียงแค่ 40-50 นาทีเท่านั้น) ดังนั้นชาวโตเกียวจึงมักจะมาเที่ยวอะตามิแบบไปเช้าเย็นกลับกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะนอกจากจะมีวิวทะเลสวยๆแล้ว อะตามิยังขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นเมืองออนเซ็น และมีอาหารอร่อยมากๆอีกด้วย

การเดินทางภายในเมืองอะตามิ

ภายในตัวเมืองอะตามิจะมีลักษณะเป็นที่ลาด มีเนิน ดังนั้นแนะนำให้เดินทางด้วยรถบัสประจำทางหรือแท็กซี่จะสะดวกที่สุด แต่ถ้าเป็นที่ใกล้ก็สามารถเดินได้เช่นเดียวกัน

yuu yuu bus(hot water – play – bus) คือ รถบัสที่วนไปตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองอะตามิ วิ่งวันละ 13 เที่ยว(วันเสาร์อาทิตย์วิ่งวันละ 18 เที่ยว) จอดที่ป้ายรถเมล์ 16 ป้าย ใช้เวลา 40 นาทีในการวนรอบสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หากซื้อเป็นตั๋ว free ticket ก็สามารถขึ้นลงได้ไม่อั้นในหนึ่งวันในราคาที่คุ้มค่า ในรถมีไกด์ท้องถิ่น(พูดภาษาญี่ปุ่น) คอยแนะนำสถานที่ต่างๆอีกด้วย รายละเอียด Tokaibus

แนะนำที่น่าไปในเมืองอะตามิ…ถ้าไม่ไปจะถือว่าไม่ถึงอะตามิ

“อิเอะยะซึโนะยุ” ออนเซ็นแช่เท้าที่ลานหน้าสถานีอะตามิ


พอเดินออกมาจากสถานีรถไฟก็จะพบกับบ่อออนเซ็นแช่เท้าหน้าสถานี เป็นออนเซ็นธรรมชาติ สามารถแช่ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าหากว่าต้องการผ้าขนหนูสำหรับเช็ดตรงใกล้กันก็มีตู้กดซื้อผ้าขนหนูเตรียมไว้ให้ แค่ผืนละ 100 เยนเท่านั้น เดินทางมาเหนื่อยๆ มาพักแช่เช้าผ่อนคลาย ก่อนออกเดินทางเข้าเมืองกันต่อ

INFORMATION
เวลาทำการ 9:00 – 16:00
วันหยุด ไม่มี
ราคา ฟรี
การเดินทาง เดินจากสถานีรถไฟอะตามิ 30 วินาที
แผนที่

ศาลเจ้าคิโนะมิยะ (Kinomiya jinja, 來宮神社)

ศาลเจ้าคิโนะมิยะ เป็นศาลเจ้าบูชาเทพเจ้าที่ให้โชคเรื่องความโชคดีและความเป็นสิริมงคล และว่ากันว่าเป็น power spot แห่งหนึ่งในเมืองอะตามิ ใกล้กับตัวศาลเจ้าหลักมีต้นการบูรยักษ์อายุมากกว่า 2,000 ปี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นต้นไม้สงวนแห่งชาติ ความยาวรอบต้นประมาณ 24 เมตร มีความเชื่อกันว่าหากเดินรอบต้นการบูรใหญ่นี้ 1 รอบอายุจะยืนขึ้น 1 ปี และหากอธิษฐานขอพรในใจโดยไม่บอกใครในขณะเดินรอบต้นจะทำให้สมพรในสิ่งที่ขออีกด้วย ในตอนกลางคืนจะมีการประดับไฟที่ต้นการบูรยักษ์ให้บรรยากาศที่มีความขลังและอบอุ่นไปอีกแบบ

INFORMATION
ที่ตั้ง 43-1, Nishiyamacho, Atami-shi, Shizuoka
ที่จอดรถ 15 คัน ฟรี
การเดินทาง ขึ้นรถบัสจากสถานี JR Atami station (รถบัสไป Motohakone หรือ Nishiyama) ลงป้าย “Kinomiyajinja-mae” ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
แผนที่

Sun Beach, Shinsui Park, Moon Terrace

Sun Beach

ฟ้าสีครามกับหาดทรายสีขาว รายล้อมด้วยโรงแรมและเรียวกัง ถนนที่เรียงรายไปด้วยต้นตาล…บรรยากาศสไตล์รีสอร์ทหรูให้ความรู้สึกสบายๆและชิวสุดๆ ซันบีชเป็นสถานที่ที่ครอบครัวหรือคู่รักมักจะมาเดินเล่นเลียบชายหาด หรือในช่วงฤดูร้อนจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปเล่นน้ำทะเล เวลาเช้าตรู่จะเห็นวิวพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าไกลๆแสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบหาดทรายและตัวเมืองเป็นวิวที่ได้เห็นแล้วจะต้องประทับใจไม่ลืม พอตกค่ำจะมีการประดับไฟ beach light up ที่ออกแบบโดยคุณโมโตโกะ อิชิอิ ดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลก ว่ากันว่าเป็นหาดแรกในญี่ปุ่นที่ประดับไฟสวยงามในยามค่ำคืนแบบนี้

Shinsui Park, Moon Terrace

Shinsui Park อยู่ถัดมาทางใต้ของ Sun Beach บริเวณนี้ถูกจัดให้มีบรรยากาศคล้ายกับรีสอร์ททางเหนือของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยความที่ว่าลักษณะทางภูมิประเทศและบ้านเมืองมีความคล้ายกัน ประกอบกับเมืองอะตามิเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองซานเรโมที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศอิตาลี ตรงจุดนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนรัก” ตรงปลายสุดของเทอเรสจะมีน้ำพุและอนุสาวรีย์แสดงความรักของหนุ่มสาวตั้งอยู่

ถัดไปตรงบริเวณ Sky deck สร้างโดยมีอิมเมจจาก “โกตดาซูร์ (Côte d’Azur), ชายฝั่งทางตอนใต้ของฝรั่งเศส” ส่วนบริเวณ Rainbow deck สร้างโดยมีอิมเมจจาก “North Italy, Sanremo, Riviera” และถัดไปอีกเป็นบริเวณที่นากิสะโชโคเอ็นและpedestrian deckเชื่อมกัน สร้างโดยมีอิมเมจจาก “ชายฝั่งนะโปลีทางตอนใต้ของอิตาลี” บริเวณนี้มีทัศนียาภาพที่สวยงาม มาที่เดียวเที่ยวได้หลายบรรยากาศ เป็น photo spot ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

INFORMATION
ที่ตั้ง Higashikaiganchou, Atami-shi, Shizuoka
เวลาลงเล่นน้ำทะเล 9.00 – 17.00 (เฉพาะช่วงฤดูร้อน)
เวลาเปิดปิดไฟประดับชายหาด ทุกวันหลังพระอาทิตย์ตกดิน – 22.00 (ช่วงเทศกาลดอกไม้ไฟปิดเวลาจุดพุ)
การเดินทาง จากสถานีอะตามิ 5 นาทีด้วยรถบัสที่มุ่งหน้าไป Atami ko/Koyogaoka ลงป้าย sun beach, สถานีอะตามิ 15 นาทีด้วยการเดิน
แผนที่

ปราสาทอะตามิ


ปราสาทอะตามิตั้งอยู่บนเนินสูง มองจากด้านล่างเห็นความเด่นเป็นสง่า หากขึ้นไปยอดขอคอยสูงสุดของปราสาทจะสามารถมองเห็นวิวทะเลและวิวเมืองทั้งเมืองของอะตามิที่สวยงามได้ นับได้ว่าเป็น photo spot อีกจุดที่คนมาเที่ยวอะตามิต้องไป

จริงๆแล้วปราสาทอะตามิแห่งนี้เพิ่งสร้างเมื่อปีโชวะที่ 34 โดยสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำเมือง ภายในปราสาทมีการรวบรวมข้อมูลและจัดแสดงเกี่ยวกับปราสาทต่าง ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น

INFORMATION
ที่ตั้ง 1993, Sogayama, Atami-shi, Shizuoka
เวลาทำการ 9.00 – 17.00
วันหยุด ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า ผู้ใหญ่ 900 เยน, เด็ก 450 เยน
ที่จอดรถ มี
การเดินทาง รถบัสลงป้าย “Nishigi ga ura” เดินจากป้าย 10 นาที
Official Website Atamijyo
แผนที่

Akao Herb and Rose garden

ทีมปาร์คที่มีสมุนไพรและสวนกุหลาบบานอยู่ทั่วไปทั้งสวน สามารถเดินเล่นถ่ายรูปได้ทั่ววิวติดทะเลสวยงามและบรรยากาศดีมากๆ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็น indoor สามารถเข้าไปจิบชาสมุนไพร หรือเรียนทำสบู่จากสมุนไพรด้วยตัวเอง แม้วันฝนตกก็สนุกได้ไม่แพ้กัน

เมื่อเดินผ่านประตูทางเข้า ต้องซื้อตั๋วที่จุดซื้อตั๋ว หลังจากนั้นไปขึ้นรถ Shuttle Bus เพื่อไปที่จุดเริ่มชมสวนซึ่งจะอยู่บนเนิน เมื่อถึงแล้วก็สามารถเดินชมสวนได้ตามใจชอบ สวนมีความกว้างมาก หลังจากลงรถอาจจะงงเล็กน้อยว่าต้องเดินไปทางไหน ควรขอแผนที่คร่าวๆของสวนตอนซื้อตั๋วก็ได้ เส้นทางการเดินชมสวนนั้นเมื่อเดินไปเรื่อยๆจะทราบว่าเป็นการเดินลงเนินกลับไปที่จุดขึ้นรถ แต่ถ้าระหว่างทางเกิดรู้สึกเหนื่อยหรือเดินไม่ไหว ก็สามารถโบกรถ Shuttle Bus ให้จอดรับได้

ที่กลางสวนมีร้านกาแฟชื่อว่า “COEDA HOUSE(โคเอดะเฮ้าส์)” อยู่ เปิดเมื่อประมาณเดือนกันยายนปี 2017 ออกแบบโดย คุณ Kengo Kuma สถาปนิกชื่อดังของญี่ปุ่น โครงสร้างของตัวอาคารประกอบด้วยไม้ขนาดเล็กวางไขว้ประกอบกันเป็นเสาใหญ่กลางอาคาร เพื่อให้ตัวอาคารสมดุลกัน นอกจากนี้ก็ใช้คาร์บอนไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบ เป็นการสร้างที่ใช้เทคนิคการสร้างอาคารแบบโบราณของญี่ปุ่นผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

INFORMATION
ที่ตั้ง 1027-8, Kamitaga, Atami-shi, Shizuoka
เวลาทำการ 9.00 – 17.00 (เข้าได้ 16.00 ร้านอาหาร 20.00)
ค่าเข้า ผู้ใหญ่ 1,000 เยน, เด็ก 500 เยน (ผู้ใหญ่ 1,300 เยน, เด็ก 600 เยน เฉพาะช่วง 15 พ.ค. – 10 มิ.ย.)
แผนที่

ไปอะตามิกินอะไรดี

อยากทานปลาสดๆ อาหารทะเลอร่อยๆ ต้องไปปักหมุดที่ “Miyama”

ร้าน Miyama อยู่ไม่ไกลจากสถานีอะตามิ ใช้เวลาเดินแค่ 1 นาทีก็ถึง บรรยากาศในร้านสบายๆ พนักงานต้อนรับอัธยาศัยดีและให้การต้อนรับดีมาก ร้านนี้เค้ามีทีเด็ดอยู่ที่เมนูปลาและของทะเลต่างๆ

 


เมนูซิกเนเจอร์ของร้านคือ “ปลาคินเมไดตุ๋นซอสสูตรพิเศษ” ปลามีความสดม้ากก ทานกับซอสรสออกหวานกลมกล่อม ไม่เลี่ยนทานกับข้าวหยุดได้อยู่เลยทีเดียว


นอกจากนี้ยังมีเมนูข้าวหน้าเนื้อฮามามัทสึที่ปรุงรสไม่เหมือนใคร เนื้อมีความนุ่มละมุนลิ้นแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แตะวาซาบิเล็กๆ เพื่อเเปลี่ยนรสชาติ อร่อยอย่างนี้ใส่ปากเท่าไหร่ก็พอ!

ชื่อร้าน Miyama (มิยามะ)
ที่ตั้ง 8-12, Taharahoncho, Atami-shi, Shizuoka, 413-0011, Japan
เวลาทำการ วันจันทร์・วันพุธ – วันอาทิตย์
กลางวัน 11:00 – 15:00
เย็น 17:00 – 20:00(Last order 19:00)
อาจปิดก่อนเวลาขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่หาได้
วันหยุด ทุกวันอังคาร วันสิ้นปี วันปีใหม่
จำนวนที่นั่ง 100 ที่นั่ง
บัตรเครดิต ไม่รับ
Official Website Miyama(ภาษาญี่ปุ่น)
แผนที่

ไปอะตามิพักที่ไหนดี

อยากพักร่างอาบน้ำแร่แช่ออนเซ็น ต้องไปปักหมุดที่ “Somei”

เมื่อพูดถึงอะตามิแล้วอีกหนึ่งความดีงามของเมืองนี้ก็คือ เป็นเมือง “ออนเซ็น” ทั้งเรียวกังและโรงแรมทุกแห่งจะต้องมีออนเซ็นไว้สำหรับต้อนรับลูกค้า หรือแม้แต่อพาร์ทเม้น,แมนชั่น บ้านเรือน ในเมืองนี้ก็มักจะต่อออนเซ็นเข้ากับอ่างอาบน้ำที่บ้านเพื่อเอาไว้อาบอีกด้วย

เรียวกัง “Hanano Yakata Somei” เป็นหนึ่งในที่พักสไตล์ญี่ปุ่นที่เราอยากแนะนำ เรียวกังแห่งนี้มีประวัติมายาวนานมากกว่า 50 ปี ห้องพักมีเพียงแค่ 12 ห้องเท่านั้น แต่ละห้องก็มีความกว้างขวางและมีความเป็นส่วนตัวสุดๆ จุดไคลแม็กของเรียวกังนี้อยู่ที่ คอร์สอาหารไคเซกิออริจินอล “Somei Sosaku Kaiseki” โดยจะเสิร์ฟทีละเมนูคล้ายกับคอร์สอาหารฝรั่งเศส อาหารแต่ละเมนูมีความสดใหม่ตามฤดูกาล และใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น แต่ละเมนูที่ได้ลองบอกได้คำเดียวว่า ขนาดไม่ได้เห็นเชฟปรุงแต่ก็รับรู้ได้จากรสชาติและการหน้าตาของอาหารได้เลยว่า พิถีพิพิถันสุดๆ ในการปรุง

ตัวอย่างหน้าตาอาหารใน Special course

สำหรับออนเซ็นของที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความดึงดูดให้น่ามาพัก นั่นก็เพราะ ใช้น้ำแร่ออนเซ็นจากต้นกำเนิดที่ทางเรียวกังเป็นเจ้าของเอง ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับประสิทธิภาพจากการแช่ออนเซ็นไปเต็มๆ เป็นออนเซ็นบริสุทธิ์ไม่สิ่งเจือปนแน่นอน สำหรับออนเซ็นเมืองอะตามินั้นได้ชื่อว่าเป็นออนเซ็นยอดเยี่ยมหนึ่งในสามของญี่ปุ่นเลยทีเดียว จุดเด่นก็คือออนเซ็นมีความใส ลงแช่ได้ง่าย แถมยังช่วยให้ผิวพรรณเนียมนุ่มชุ่มชื่นอีกด้วย

สำหรับห้องพักของที่นี่นั้นมีดีไซน์เรียบๆ สไตล์ญี่ปุ่น แม้ว่าจะมีสภาพเก่าตามกาลเวลา แต่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ภายในห้องสะอาดและกว้างขวางโอ่โถงมาก บรรยากาศภายในเงียบสงบมีความเป็นส่วนตัวสูงเพราะว่ามีเพียงแค่ 12 ห้องเท่านั้น

INFORMATION
ชื่อเรียวกัง Hana no Yakata Somei
ที่ตั้ง 4-22, Showacho, Atami-shi, Shizuoka, Japan
Official Website Hana no Yakata Somei Web
แผนที่

ที่แนะนำมาทั้งหมดนี้เป็นเพีงแค่ส่วนหนึ่งของความน่าสนใจของเมืองพัทยาแห่งญี่ปุ่นแห่งนี้ หากใครกำลังหาที่เที่ยวเก๋ๆ ไม่ไกลจากโตเกียวแล้วละก็ อะตามิเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจที่ควรหาโอกาสไปเที่ยวดูสักครั้ง!    สล็อตเว็บตรง

เวลาน้อยก็เที่ยวได้!! แนะนำแหล่งท่องเที่ยวใกล้ ๆ สนามบินคันไซ

ภูมิภาคคันไซ เป็นอีกหนึ่งโซนของประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญทั้งด้านการท่องเที่ยวและด้านเศรษฐกิจ เช่น โอซาก้า เกียวโต โกเบ เป็นต้น ทำให้สนามบินนานาชาติคันโซในจังหวัดโอซาก้ามีผู้ใช้บริการจำนวนมหาศาล และเป็นอีกหนึ่งสนามบินที่สำคัญที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

ปัญหาหนึ่งที่หลายคนเคยเจอก็คือ ไฟลท์ของตัวเองเช้ามาก ๆ หรือมีเวลาต่อเครื่องที่ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่พอที่จะไปเที่ยวที่ไหนไกล ๆ ครั้นจะนั่งรออยู่แต่ในสนามบินก็ดูจะน่าเบื่อเสียเหลือเกิน วันนี้เราเลยมีแหล่งท่องเที่ยวใกล้ ๆ กับสนามบินนานาชาติคันไซ ที่ไม่ต้องใช้เวลามาก แต่ก็สามารถทำให้คุณสนุกได้ไม่น้อยมาฝากกันนะคะ

KIX Sky Park (KIX そらパーク)

KIX Sky Park อยู่ติดกับ Terminal 2 ของสนามบินคันไซ มีเนินขนาดย่อมที่สามารถมองเห็นเครื่องบิน, สวนเกษตรสไตล์ ECO, สวนดอกไม้ พร้อมกับรับชมวิวทะเลสาบแบบชิล ๆ และสามารถซื้อข้าวกล่องจากด้านในออกมานั่งกินปิกนิคในวันที่อากาศดีได้ด้วย เป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนฆ่าเวลารอขึ้นเครื่องได้เป็นอย่างดีเลยละค่ะ สำหรับวิธีการไปยัง KIX Sky Park นั้นก็เพียงแค่เดินจาก Terminal 1  ไป และนั่งรถบัสที่จะไปยัง Terminal 2 ได้ฟรี ซึ่งรถจะออกจากชั้น 1 ของ Aeroplaza หรือจะเดินไปก็ได้นะ มีทางเดินจัดเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว ไม่ลำบากเลย ใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาที

Kansai Observation Hall Skyview

Kansai Observation Hall Skyview อยู่ทางทิศเหนือของ Terminal 1 เป็นส่วนที่เชื่อมระหว่าง Main Hall กับ Entrance Hall ที่ตรง Main Hall จะมี Sky Museum ที่สามารถไปเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องบินและสนามบินได้ พร้อมทั้งมีคาเฟ่และดาดฟ้าด้วย ที่ Kansai Observation Hall Skyview จะคลาคล่ำไปด้วยคนที่ชอบเครื่องบินมาดูภาพเครื่องบินขึ้นลงกันอย่างหนาแน่น ระหว่าง Terminal 1 กับ Kansai Observation Hall Skyview จะมีรถ shuttle bus รับส่งฟรีคอยให้บริการอยู่ โดยในวันธรรมดาจะเดินรถทุก 20 นาที ส่วนวันเสาร์อาทิตย์จะเดินรถทุก 10 นาทีค่ะ

Rinku Premium Outlet

ใครที่เป็นขาช็อป และคิดว่าการช็อปร้าน duty free ในสนามบินยังไม่หน่ำใจพอ เราแนะนำให้ไปกันที่ Rinku Premium Outlet เลยค่ะ ที่นี่มีสินค้าแบรนด์ดังจากทั่วโลกที่นำมาขายกันในราคาเอาต์เล็ตในวันหยุดที่นี่จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แถมที่บริเวณชั้น 2 ยังมีจุดที่สามารถมองเห็นสนามบินคันไซได้ เป็นจุดที่ผู้คนนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจกัน และยังมีร้านอาหารมากมายให้เลือกทาน ไม่ว่าจะเป็นอาหารญี่ปุ่น อาหารจีน อาหารอิตาเลียน หรืออาหารเกาหลี

Rinku Pleasure Town Seacle

 

เพียงเดินต่อมาอีกนิดจาก Rinku Premium Outlet ก็จะเห็นชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Rinku Pleasure Town Seacle และที่นี่ก็ยังมีร้านค้าทั้งเสื้อผ้า ของกระจุกกระจิก ฟู๊ดคอร์ต ภัตตาคาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น พาเด็ก ๆ มาได้สบายเลยละค่ะ

Rinku Park

หากเดินช็อปกันจนเหนื่อยแล้ว อยากจะมานั่งทอดอารมณ์แบบสบาย ๆ ที่ใกล้ ๆ กันก็มีสวนสาธารณะ Rinku Park ที่ด้านในจะมีการตกแต่งด้วยดอกไม้ มีม้านั่ง แถมยังมีสะพานขนาดใหญ่ที่ทอดสู่ทะเลอีกด้วย สามารถมองเห็นวิวสนามบินคันไซที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของหาด และสามารถรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของเกาะแห่งนี้ที่สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือมนุษย์ได้อีกด้วย

 

แถมที่นี่ยังเป็นอีกหนึ่งจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามมาก ๆ จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น ใครที่อยากจะมาที่ Rinku Premium Outlet, Rinku Park สามารถเดินทางมาด้วยรถ Sky Shuttle ที่ให้บริการจากสนามบินตันไซ Terminal 1 (ค่าโดยสารผู้ใหญ่ 200 เยน, เด็ก 100 เยน) โดยขึ้นมาแล้วจะผ่านจุดชมวิว Skyview ก็ให้เพื่อนนั่งต่อมาจนถึง Rinku Premium Outlet ได้เลยค่ะ Sky Shuttle จะให้บริการทุก 30 นาที แต่จะเริ่มออกสตาร์ทจาก Terminal 1 และหากเต็มแล้ว ก็จะไม่สามารถขึ้นจากตรงบริเวณจุดชมวิว Skyview ได้ หรือเพื่อน ๆ จะเดินทางด้วยรถไฟก็ได้เช่นกัน

 

ที่จริงสนามบินคันไซมีอะไรให้เราทำเยอะเหมือนกันนะคะเนี่ย ใครที่ต้องไปต่อเครื่องที่นั่นค่อนข้างนาน หรือต้องรีบไปแต่เช้าเพื่อให้ทันไฟลท์ ก็สามารถไปเดินเล่นเที่ยวชมตามจุดต่าง ๆ ที่เราเอามาแนะนำกันในวันนี้ได้นะคะ แล้วประสบการณ์เกี่ยวกับสนามบินคันไซของเพื่อน ๆ อาจเปลี่ยนไป เป็นความประทับใจในอีกรูปแบบที่หาไม่ได้จากสนามบินอื่นก็ได้นะคะ  สล็อตเว็บตรง

แนะนำตัวช่วย! เดินทางในโอกินาว่าฉบับไม่ง้อรถ: บัตร Okica บัตรไปไหนก็ได้

นอกจากเว็บไซต์นำทางอย่าง Bus Navi Okinawa แล้วมีอีกตัวช่วยหนึ่งที่จะช่วยให้เราเดินทางได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องพะวงกับการหาเศษเหรียญค่ารถโดยสาร นั่นคือบัตร Okica นั่นเองค่ะ

Okica คือ?

Okica เป็นบัตร IC Card ของจังหวัดโอกินาว่า มีฟังก์ชั่นการใช้งานเดียวกันกับบัตร IC Card ของจังหวัดอื่น คือสามารถใช้เติมเงินและแตะบัตรจ่ายค่าโดยสารของทั้งรถบัสประจำทางและรถรางโมโนเรล (Yui Rail) ได้ โดยยอดการจ่ายค่าโดยสารสามารถนำมาแลกคะแนนที่ใช้แทนเงินได้อีกด้วย กล่าวคือ ยิ่งเดินทางยิ่งได้ค่าเดินทางกลับมา เหมือนการสะสมแต้มไมล์ของเครื่องบิน

ซื้อ Okica ได้ที่ไหน?

ที่ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ต

เราสามารถซื้อบัตรได้โดยการแจ้งพนักงานในร้านโดยตรง ราคาบัตรอาจจะต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินที่เราต้องการเติม เช่นบัตร Okica มูลค่า 2,000 เยน โดยในจำนวน 2,000 เยนนี้ เงิน 500 เยนคือค่าตัวบัตร ในขณะที่ 1,500 เยนคือมูลค่าเงินที่อยู่ในบัตรซึ่งเราสามารถใช้จ่ายค่าโดยสารได้

ที่เคาน์เตอร์ตามสถานีรถรางโมโนเรล

ถ้าเพื่อนๆ ต้องการซื้อบัตร Okica ชนิดพิเศษอย่างบัตร Okica ของนักเรียนหรือผู้อาวุโสก็สามารถติดต่อขอซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ทำการ ตามสถานีโมโนเรลต่างๆ ในโอกินาว่า แต่ถ้าเป็นบัตรทั่วไปพนักงานเขาจะให้เราไปซื้อที่ตู้จำหน่ายตั๋วเป็นหลักเพื่อที่เขาจะได้บริการลูกค้าท่านอื่นได้

ที่ตู้จำหน่ายตั๋ว

การซื้อบัตรที่ตู้จำหน่ายตั๋วง่ายกว่าที่คิด จิ้มๆ เติมเงิน ก็ได้บัตรมาแล้วค่ะ

  1. เลือกเมนูที่มีเครื่องหมาย IC card
  2. เลือกเมนู “ซื้อบัตร IC card (ICカードを買う)”
  3. เลือกว่าจะซื้อบัตร IC card ต่อจากนั้นเครื่องจะให้เราเลือกว่าจะซื้อบัตรแบบลงทะเบียนชื่อเราหรือไม่ลงทะเบียน (ข้อดีของบัตรแบบลงทะเบียนคือเราสามารถขอให้เจ้าหน้าที่ออกบัตรให้ใหม่ได้ในกรณีทำบัตรหาย)
  4. ถ้าเลือกบัตรแบบลงทะเบียน จะมีขั้นตอนกรอกข้อมูลชื่อนามสกุล แต่ถ้าเลือกแบบไม่ลงทะเบียนก็จะตัดไปที่ขั้นตอนต่อไป
  5. เลือกมูลค่าบัตรที่ต้องการและเติมเงินสด (ทั้งนี้ 500 เยนจะถูกหักไปเป็นค่าตัวบัตร เช่นถ้าเลือก 5,000 เยนก็จะถูกหักค่าบัตรไปกลายเป็นมียอดเงิน 4500 เยนในบัตรที่เราใช้ได้) เท่านี้ก็จะได้บัตร Okica มาแล้ว

Okica ใช้ยังไง?

เหมือนบัตรรถไฟบ้านเราและบัตรอื่นๆ ในญี่ปุ่นเลยค่ะ เพียงแตะบัตรก็ใช้บริการรถไฟและรถบัสได้แล้วค่ะ

เติมเงินได้ที่ไหน?

ที่ตู้จำหน่ายตั๋วหรือเคาน์เตอร์ตามสถานีโมโนเรล โดยทำได้ง่ายๆ ตามนี้

 

นอกจากนี้เรายังสามารถเติมเงินได้ตอนจะลงรถบัส โดยบอกคนขับว่าขอเติมเงิน “ชาจิ โอเนไกชิมัส (チャージお願いします)” หลังบอกแล้วให้วางบัตรลงบนที่แตะบัตร คนขับรถจะปรับเครื่องจากโหมดตัดเงินเป็นโหมดเติมเงินให้ จากนั้นให้ใส่แบงค์พันในช่องแลกเหรียญ ย้ำว่าแบงค์พันเท่านั้นนะคะ เพราะเครื่องไม่สามารถรับแบงค์มูลค่ามากกว่า 1,000 เยนขึ้นไปได้ เมื่อเติมบัตรเรียบร้อยให้ยกบัตรขึ้นรอบนึงให้เครื่องเปลี่ยนกลับเป็นโหมดตัดเงินอีกครั้ง แล้วค่อยแตะบัตรตามปกติเป็นอันเรียบร้อยค่ะ

ปล.ไม่ต้องรีบจนลนนะคะ คนที่นี่เขารอเราได้ค่ะ และใช้เวลาแป๊บเดียวเท่านั้น

ถ้าอยากแลกบัตร Okica คืนเมื่อไม่ใช้แล้ว?

เดิมทีบัตร Okica แบบทั่วไปนั้นไม่มีวันหมดอายุอยู่แล้ว ถ้าเพื่อนๆ คิดว่ามีโอกาสมาเที่ยวโอกินาว่าอีกแน่นอนก็สามารถเก็บบัตรไว้ใช้ได้ แต่ถ้าคิดว่าคงไม่ได้ใช้แล้วก็สามารถไปขอแลกคืนเงินสดได้ที่เคาน์เตอร์ในสถานีรถโมโนเรล โดยมีค่าธรรมเนียมแลกคืนบัตร 200 เยน โดยค่าธรรมเนียมจะหักจากยอดเงินในบัตรอีกทีค่ะ

ทั้งนี้ บัตร IC card ของจังหวัดอื่นจะใช้ไม่ได้ในโอกินาว่า และบัตร Okica จะไม่สามารถใช้ได้ในจังหวัดอื่นเช่นกัน แต่ถ้าเพื่อนๆ คิดว่าจะมาเที่ยวโอกินาว่าอีกหลายๆ ครั้งต่อจากนี้ มีบัตร Okica ติดตัวไว้ก็ดีต่อใจไม่น้อย เพราะสามารถใช้ได้ทั้งในเกาะโอกินาวาและเกาะอื่นๆ ในจังหวัดได้ค่ะ เรียกได้ว่าถ้ามีบัตรนี้จะไปไหนก็ได้ทั้งนั้น    สล็อตเว็บตรง

“Naha Hari” เทศกาลแข่งขันพายเรือสุดยิ่งใหญ่ของโอกินาว่า

ที่บ้านเรามีการแข่งขันเรือยาว ที่โอกินาว่าก็มีเหมือนกันนะคะ เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม จังหวัดโอกินาว่าจะมีงานประเพณีแข่งขันพายเรือประจำปี ที่เรียกกันว่า “Naha Hari (那覇ハーリー)” เป็นงานเทศกาลที่มีกิจกรรมหลากหลาย แต่ไฮไลต์เด่น คือ การแข่งขันพายเรือใหญ่ Haryu Sen (爬竜船) และเรือเล็ก Zabani Sen (サバニ船) ที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในงานเทศกาลที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ของโอกินาว่า ทุก ๆ ปี เมื่อถึงฤดูกาลแข่งจะมีทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมชมและเชียร์การแข่งเรืออย่างคับคั่ง

 

เเต่เดิม “Naha Hari” เป็นประเพณีที่จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม ตามปฏิทินจันทรคติ เพื่อขอพรจากเทพเจ้าแห่งท้องทะเลปกปักษ์รักษาให้ปลอดภัย และโชคดีในการออกทะเลหาปลา ปัจจุบันมีทั้งการแข่งเรือและงานอีเว้นต์อื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ขายอาหาร คอนเสิร์ต การแสดงตลก รวมถึงมีการจุดดอกไม้ไฟอีกด้วย นอกจากที่เมืองนาฮะ ที่เมืองอิโตมังทางตอนใต้ของโอกินาว่าก็มีการจัดอย่างยิ่งใหญ่ โดยใช้ชื่อว่า “Itoman Hari” ซึ่งก็มีผู้ชมจำนวนมากไม่แพ้ที่นาฮะเลยทีเดียว

ในงานประเพณี “Hari” มีการแข่งขันพายเรือ 3 ประเภท 

1. Gogan Bari (御願バーリー) ไม่ถือเป็นแข่งขัน แต่เป็นพิธีกรรมเพื่อขอให้ปลอดภัย และโชคดีในการออกหาปลา โดยสมาชิกลูกเรือจะแต่งกายด้วยชุดดั้งเดิมของโอกินาว่า ร่วมกันร้องเพลงฮารี และพายเรือไปรอบ ๆ อ่าว

2. Kunnukase (クンヌカーセ) คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อ Tenpaku Hari (転覆ハーリー) เป็นการแข่งขันที่ลูกเรือตั้งใจทำให้เรือคว่ำ แล้วช่วยกันกลับเรือ วิดน้ำออกให้สามารถพายต่อได้

 

3. Agai Supu (アガイスープ) เป็นการแข่งขันเป็นทีม มีทั้งทีมโรงเรียน ที่ทำงาน หมู่บ้าน มีอีกชื่อคือ “Agari Hari” ในอดีตเรือ Zabani Sen (サバニ船) ห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้น แต่ปัจจุบันผู้หญิงสามารถเข้าร่วมแข่งกันได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีทีมจากต่างชาติมาร่วมแจมอีกด้วย

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าเทศกาล Hari จัดขึ้นทั้งที่ในเมืองนาฮะ และอิโตมัง แต่ที่เมืองอิโตมัง จะมีการคงไว้ของประเพณีขนบธรรมเนียมในอดีตไว้มากกว่า งานเทศกาลนี้ถือเป็น 1 ใน 3 งานเทศกาลใหญ่ที่มีความสำคัญของจังหวัดโอกินาว่า แม้จะมีประวัติยาวนานมากกว่า 100 ปี ชาวโอกินาว่าก็ยังคงรักษาและคงเป็นประเพณีดั้งเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี  สล็อตเว็บตรง